มารู้จัก แครนเบอร์รี่กันเถอะผลไม้ที่มีประโยชน์มากมาย

 แครนเบอร์รี่หรือที่เราเรียกกันว่า ถือได้ว่าเป็นผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ที่มีสรรพคุณที่มีประโยชน์กับร่างกายของคนเรามากมาย

สำหรับผลไม้ชนิดนี้จะมีสีแดงสด รสชาติจะออกเปรี้ยวๆหวานๆ ลักษณะของต้นจะเป็นไม้เลื้อยนิยมปลูกกันมากในแถบอเมริกา เพื่อนำมาขาย เราสามารถกินแครนเบอร์รี่ได้ทั้งแบบสดสด หรือนำมาเป็นผลไม้อบแห้ง หรือจะทำเป็นน้ำผลไม้ก็ได้ เนื่องจากรสชาติดของแครนเบอร์รี่มีลักษณะออกเปรี้ยวๆหวานๆ คนส่วนใหญ่จึงมักนำมาปั่นเป็นน้ำผลไม้รับประทานจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น และในผลแครนเบอร์รี่จะมีสารที่ช่วยในเรื่องการต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง จึงสามารถช่วยในเรื่องของการล้างสารพิษในร่างกายได้เป็นอย่างดี

โดยสารพิษนั้นจะมาจากแบคทีเรียและไวรัสที่เป็นอันตรายต่อระบบทางเดินปัสสาวะ เมื่อเราทานแครนเบอร์รี่เข้ามันจะมีการล้างพิษเหล่านั้นออกไปได้เพราะว่ากันว่าในแครนเบอร์รี่นั้นมีสารที่เป็นทั้งยาปฏิชีวนะและมีสารที่ช่วยต้านไวรัสในปริมาณมาก เราจะพบว่าในแครนเบอร์รี่จะมีสารแทนนินที่ช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เกาะติดกับผนังของทางเดินปัสสาวะซึ่งจะช่วยในเรื่องของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบได้อีก และยังมีสารโปรแอนโธไซยานิดีน ที่จะดูแลเกี่ยวกับสุขภาพที่ดีของเส้นเลือด สามารถป้องกันการเกิดโรคนิ่วในไต และยังช่วยขจัดคราบจุลินทรีย์ในฟันได้ด้วย

เราจะเห็นได้ว่าในปัจจุบันแครนเบอร์รี่จะมีการจำหน่ายออกมาในรูปแบบของการแปรรูปออกมาเป็นเม็ดเพื่อให้สะดวกในการรับประทานเพราะอย่างที่บอกว่าการปลูกแครนเบอร์รี่จะนิยมปลูกกันมากในประเทศทางแถบอเมริกา ดังนั้นการหาซื้อกินในประเทศไทยจึงค่อนข้างหาซื้อกินยาก หากจะกินแบบสดๆ จะต้องนำมาขายในรูปแบบของการอัดเป็นเม็ดยาแทน

ผู้หญิงหลายคนนิยมที่จะซื้อทานเป็นประจำเพรานอกจากจะช่วยในเรื่องของการขับสารพิษ ป้องกันการเกิดบางโรคอย่างที่ได้แนะนำไปเบื้องต้นแล้ว แครนเบอร์รี่ยังสามารถช่วยลดไขมันในเลือดของผู้หญิงที่มีอายุมากๆได้อีกด้วย ซึ่งมันจะเข้าไปช่วยให้ตับสามารถขับไขมันเลวแถมยังช่วยดูแลเรื่องคอลเลสเตอรอลได้ดีอีกด้วยและที่มากไปกว่านั้นแครนเบอร์รี่จะช่วยให้ผู้หญิงไม่แก่เร็วเพราะสามารถช่วยชะลอการแก่ได้ ทั้งยังดูแลเรื่องผิวพรรณให้สวย ผุดผ่องมีผิวที่เกลี้ยงเกลา นวลเนียนและดูเป็นคนสุขภาพผิวที่ดี เพราะแครนเบอร์รี่จะเข้าไปเสริมสร้างและฟื้นฟูคอลลาเจน ดังนั้น หากใครไม่อยากแก่เร็วแครนเบอร์รี่ช่วยคุณได้

 

สนับสนุนเรื่องราวโดย  Kardinal stick

โซเดียมในน้ำประปา

โซเดียมในน้ำประปา
“กรมอนามัย” แจงยังกินน้ำประปาได้ ถึงแม้มีรสกร่อย ไม่ก่อเหตุโซเดียมเกิน ส่วนคนป่วยโรคไตไม่สมควรรับโซเดียมเพิ่มเลย แนะบางทีอาจซื้อน้ำอัดลมดื่มแทนก่อน

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร อธิบดีกรมอนามัย เอ่ยถึงกรณีสภาวะแล้งน้ำทะเลหนุนสูง ก่อให้เกิดปัญหาประปาเค็ม จนถึงมีข้อเสนอให้กินน้ำขวดแทนไปก่อน โดยยิ่งไปกว่านั้นคนสูงอายุหรือผู้ป่วยโรคไต บางทีอาจรับโซเดียมมากเกินความจำเป็น ว่าคนที่บริโภคน้ำก๊อกเสมอๆ บางครั้งก็อาจจะรับทราบถึงรสที่ไม่ดีเหมือนปกติที่ดื่ม โดยความเค็มดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาจากเกลือโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือทะเลที่ใช้ประกอบอาหาร ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดค่าแนะนำเพื่อความน่าดื่มและการยอมรับของผู้บริโภคไว้

ในน้ำก๊อก ควรจะมีค่าโซเดียมไม่เกิน 200 มก.ต่อลิตร และคลอไรด์ไม่เกิน 250 มก.ต่อลิตร แต่ว่าถ้าเกิดปนในน้ำเยอะเกินไปจะก่อให้น้ำมีรสกร่อยถึงเค็มได้ ซึ่งทางโภชนาการและการแพทย์ชี้แนะว่า มนุษย์ควรจะรับโซเดียมไปสู่ร่างกายไม่เกิน 2,000 มก.ต่อวัน โดยปัจจุบันนี้น้ำก๊อกมีโซเดียมราวๆ 100-150 มก.ต่อลิตร ก็เลยไม่มีทางเป็นไปได้ที่คนธรรมดาจะกินน้ำประปาจนได้รับโซเดียมเกินกว่าที่ระบุ

พญ.พรรณพิมล พูดว่า ความเค็มจากประปาบางทีอาจเพิ่มโซเดียมไปสู่ร่างกายต่อวันในจำนวนนิดหน่อยเพียงแค่นั้น ไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย แต่ว่าบางทีอาจจะมีผลต่อผู้มีความเสี่ยงที่จำเป็นต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษเป็นคนป่วยโรคไต เนื่องจากว่าถ้าเกิดกินน้ำน้ำประปาที่มีความเค็มจะมีผลให้ได้รับโซเดียมมากขึ้นจากธรรมดาได้ เพราะฉะนั้น ในตอนที่น้ำประปาเค็ม ผู้ป่วยโรคไตที่รับบริการฟอกไตที่โรงพยาบาลไม่ต้องวิตกกังวล เนื่องจากว่าโรงพยาบาลทุกแห่งทั่วประเทศมีระบบการกรองแบบ Reverse Osmosis (RO) ที่ตามมาตรฐานแล้วก็มีคุณภาพ มั่นอกมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัย

สำหรับคนธรรมดาทั่วๆ ไป การกินน้ำกร่อยบางทีอาจได้รับโซเดียมเสริมเติมจากธรรมดา ควรต้องลดจำนวนสารปรุงแต่งของกินที่มีความเค็มลง ไม่ว่าจะเป็น เกลือ น้ำปลา ซีอิ้ว ซอสแต่งรส ผงแต่งรส งดเว้นการบริโภคของกินที่มีโซเดียมสูง ขนมกรุบกรอบ มันฝรั่งทอด หรือกลายเป็นใช้น้ำบรรจุขวด ปิดสนิทแทนซึ่งจะเกิดผลดีต่อร่างกายด้วย

“คนธรรมดาทั่วๆ ไปไม่มีอะไรน่าวิตก เนื่องจากว่าไตปฏิบัติงานได้ปกติ สามารถขับของเสียออกมาได้ แม้กระนั้นที่จำต้องตื่นตระหนก คือ คนป่วยโรคไต เนื่องมาจากไตทำงานได้ลดลง การกำจัดเกลือก็จะน้อยตามไปด้วย แล้วก็มีการเสี่ยงภาวการณ์ไตวายได้ ด้วยเหตุนั้น ผู้เจ็บป่วยโรคไตไม่สมควรรับเกลือไปสู่ร่างกายอยู่แล้ว อย่างคนสามัญยอมรับได้วันละไม่เกิน 1 ช้อนชา คนป่วยไตจำต้องได้รับน้อยกว่านั้นมาก แพทย์จะเสนอแนะเลยว่า ไม่สมควรรับประทานของเค็ม แต่ว่าก็ขึ้นกับภาวะไตของแต่ละบุคคล” พญ.พรรณพิมล กล่าว

อธิบดีกรมอนามัย บอกว่า คนไข้โรคไตจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำประปา หรือบางทีอาจใช้ที่กรอง แม้กระนั้นก็จะราคาแพงกว่า เนื่องจากเครื่องกรองน้ำธรรมดาจำนวนมากกรองตะกอน สิ่งแปดเปื้อนอื่นๆไม่อาจจะกรองความเค็มได้ ด้วยเหตุว่าละลายในน้ำราวกับเกลือทะเล จะต้องใช้เครื่องกรองน้ำ Reverse Osmosis (RO) แต่ว่าราคาแพงมาก ทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคนไข้โรคไต ควรจะซื้อน้ำขวดดื่มจะดีกว่า

แนวคิดของการลดน้ำหนัก

หากคิดที่จะลดน้ำหนัก สิ่งที่ควรมีคือ วินัย ในการเลือกทานอาหารและออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเราเอง จึงจะสามารถลดน้ำหนักได้อย่างประสบความสำเร็จ บางครั้งน้ำหนักที่ลดลง อาจจะเกิดจากน้ำที่หายไปจากร่างกาย หรือมวลกล้ามเนื้อหายไป เพราะการทานอาหารที่ไม่เพียงพอและออกกำลังกายแบบหักโหม จุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการออกกำลังกายที่นอกเหนือจากการที่เรามีรูปร่างที่ดีขึ้นแล้ว ยังส่งผลหรือช่วยให้เราเป็นโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง อัลไซเมอร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคอื่นๆ ได้ช้าลง

น้ำหนักตัวของเรานั้น คือ แรงที่เกิดจากอัตราเร่งเนื่องจากแรงโน้มถ่วงของโลก (gravitational acceleration; g) กระทำต่อมวลวัตถุหรือตัวเรา ตามหลักการทางฟิสิกส์ แสดงว่าการลดน้ำหนักนั้นไม่ยากเลย วิธีการที่ง่ายที่สุดในการทำให้น้ำหนักเราลดลงโดยไม่ต้องทำอะไรเลย คือ ย้ายไปอาศัยบนดาวดวงอื่น ที่มีแรงกระทำต่อตัวเราน้อยกว่าสมมติถ้าน้ำหนักเรา ชั่งบนโลกได้ 50 กิโลกรัม หากอยู่บนดาวอื่นๆ เราจะหนัก

• 8.28 กก.บนดวงจันทร์

• 45.55 กก. บนดาวศุกร์

• 19 กก. บนดาวอังคาร

• 3.5 กก. บนดาวพลูโต

แต่นี่ก็เป็นความคิดที่เป็นเรื่องของอนาคตเท่านั้น เพราะในตอนนี้เรายังเดินทางไปอาศัยบนดาวดวงอื่นไม่ได้ และอาจจะไม่สามารถเป็นจริงได้เช่นกัน ดังนั้นผู้ที่มีความกังวลในเรื่องของน้ำหนักส่วนเกิน ยังคงต้องพึ่งพาการออกกำลังกายโดยต้องรักษาวินัย รวมถึงวินัยในการรับประทานอาหารต่อไปอย่างเลี่ยงไม่ได้ ก็ยังคงต้องสู้ต่อไป โดยเฉพาะการต่อสู้กับอาหารที่แสนอร่อยบนโลกนี้

เป้าหมายของการมีรูปร่างที่ดีนั้น สำหรับทุกคน คงไม่เหมือนกัน ในผู้ที่มีน้ำหนักน้อย แต่รูปร่างไม่ได้สัดส่วนแบบที่ต้องการ บางคนที่น้ำหนักเกินก็ต้องการมีรูปร่างที่สวยงามขึ้น และบางคนที่มีอาชีพ มีเป้าหมายอื่นๆ ดังนั้นการออกกำลังกายหรือลดน้ำหนักก็เป็นความพอใจส่วนบุคคล หลายคนพบว่า หลังเข้าคอร์สดูแลรูปร่าง น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม แต่มีรูปร่างที่ดีขึ้น จนเสมือนว่าผอมลง เพราะมีมวลกล้ามเนื้อเข้ามาแทนที่มวลไขมันที่หายไป แต่สำหรับบางคนนั้น การลดน้ำหนัก ต้องการลดเพียงแค่มวลไขมันเท่านั้นสิ่งเหล่านี้จึงควรปรึกษาแพทย์เพราะภายในร่างกายของแต่ละคนมีความเฉพาะเจาะจงนั่นเอง

คุณกำลังขาดฮอร์โมนเหล่านี้รึเปล่า ลองสังเกตดู

ฮอร์โมนก็เหมือนกับปุ๋ย ปุ๋ยสำคัญกับต้นไม้เพราะให้แร่ธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์ ฮอร์โมนก็ความสำคัญต่อร่างกายเช่นนั้นเหมือนกัน ฮอร์โมนที่เรารู้จักกัน เช่น โกรทฮอร์โมนที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต และฮอร์โมนอื่นๆ ที่ช่วยทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างสมบูรณ์ปกติ แต่เมื่ออายุมากขึ้นฮอร์โมนเหล่านี้ก็จะลดลง ไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด ร่างกายเราก็จะเสื่อมสภาพลงไป และมีอาการบ่งบอกว่าร่างกายกำลังขาดฮอร์โมน แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าร่างกายเริ่มขาดฮอร์โมนชนิดใด และมีอาการอย่างไร

ฮอร์โมนพื้นฐานที่ควรทำความรู้จัก และอาการเมื่อขาดฮอร์โมนชนิดต่างๆ

• โกรทฮอร์โมน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยสร้างและพัฒนาเซลล์ให้เจริญเติบโต ในวัยเด็กโกรทฮอร์โมนจะมีผลต่อการเจริญเติบโต ช่วยเร่งความสูง ส่วนในผู้ใหญ่โกรทฮอร์โมนจะมีส่วนช่วยในการชะลอความชรา ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพิ่มระบบภูมิคุ้มกัน ระบบกล้ามเนื้อและการเผาผลาญ
>>อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดฮอร์โมนชนิดนี้ ถ้าเกิดขึ้นในเด็กจะเห็นได้ชัดว่าเด็กไม่สูงขึ้น ผอมด้วยกล้ามเนื้อไม่เจริญเติบโต ส่วนในวัยผู้ใหญ่ผิวพรรณจะเริ่มเหี่ยวย่น ผมบาง ภูมิคุ้มกันแย่ลง ไม่กระฉับกระเฉง กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง

• ฮอร์โมนเพศหญิง คือ ฮอร์โมนเอสโทรเจนผลิตขึ้นในรังไข่ เป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการเจริญพันธุ์ และควบคุมลักษณะต่างๆ ของผู้หญิง เช่น การมีหน้าอก ผิวพรรณกระจ่างใสเปล่งปลั่ง เรียกว่าเป็นฮอร์โมนของความสาว นอกจากนี้ในรังไข่ยังผลิตฮอร์โมนโพรเจสเทอโรน คือ ฮอร์โมนในการตั้งครรภ์ ไว้คอยทำหน้าที่ควบคุมรอบเดือน ให้เป็นปกติ รวมไปถึงควบคุมภาวะตั้งครรภ์
>>อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดฮอร์โมนเหล่านี้ คือ หากฮอร์โมนเพศหญิงไม่สมดุลสำหรับวัยเจริญพันธุ์ จะทำให้เกิดอาการก่อนมีประจำเดือน (PMS) เช่น สิวขึ้น ท้องอืด อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้าง่าย และอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก สำหรับหญิงวัยกำลังหมดประจำเดือนหรือวัยทอง ฮอร์โมนเพศหญิงจะต่ำลงมาก ทำให้เกิดอาการร้อนวูบวาบ เหงื่อออก ความจำแย่ อารมณ์ฉุนเฉียว กระดูกบาง ผิวเหี่ยว

• ฮอร์โมนเพศชาย คือ เทสโทสเทอโรน มีส่วนช่วยกระตุ้นลักษณะเฉพาะของเพศชาย สิ่งที่แสดงถึงความเป็นชายมากขึ้น เช่น หนวดเครา เสียงทุ้ม กระตุ้นการผลิตไขมันที่ผิวหนัง ช่วยเพิ่มมวลกระดูก
>>อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดฮอร์โมนชนิดนี้ คือ จะทำให้สมรรถภาพทางเพศลดลง ความแข็งแรงกล้ามเนื้อลดลง การตัดสินใจช้าลง
• ฮอร์โมนไทรอยด์ หรือต่อมไทรอยด์ มีส่วนช่วยในการควบคุมระบบเผาผลาญของร่างกาย ระดับอุณหภูมิของร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ระดับไขมันในเลือด รวมทั้งอารมณ์และความรู้สึก
>>อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดฮอร์โมนชนิดนี้ คือ จะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ท้องผูกบ่อย รู้สึกอ่อนเพลียง่าย

• ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต จะผลิตดีเอชอีเอ และคอร์ติซอล คือ ดีเอชอีเอ จะช่วยต้านความเครียด มีส่วนช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับร่างกาย กระตุ้นความรู้สึกทางเพศและอาจชะลอความเสื่อมของร่างกาย ฮอร์โมนคอร์ติซอลช่วยต่อสู้กับความเครียดที่ร่างกายสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ และร่างกายจะผลิตฮอร์โมนชนิดนี้ขึ้นมามากๆ เลย ในตอนเช้า เพื่อช่วยให้ร่างกายสร้างพลังงานได้เต็มที่ก่อนใช้ชีวิตในทั้งวัน นอกจากนี้ฮอร์โมนคอร์ติซอลยังมีหน้าที่กระตุ้นความดันโลหิตให้สูงขึ้น ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น เพื่อให้สามารถฝ่าฟันเรื่องต่าง ๆ ระหว่างวันได้ แต่ฮอร์โมนนี้จะถูกลดลงเหลือเพียง 10% เท่านั้นในช่วงเย็น
>>อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดฮอร์โมนเหล่านี้ คือ หากร่างกายเกิดความเครียดสะสมหรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ระดับฮอร์โมนดีเอชอีเอและฮอร์โมนคอร์ติคอร์ติซอลจะต่ำลง ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น ง่วงนอน ขาดความกระตือรือร้น เกิดอาการอ่อนเพลียตลอดทั้งวัน ซึมเศร้า การเผาผลาญในร่างกายลดลง ภูมิต้านทานลดลง

• ฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำหน้าที่ช่วยในเรื่องของการนอนหลับพักผ่อน ผ่อนคลาย เพราะจะส่งผลต่อการนอนหลับ ทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายทำให้ร่างกายสามารถนอนหลับได้ดี โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในความมืดฮอร์โมนนี้จะกระตุ้นออกมาได้ดี
>>เมื่อร่างกายขาดฮอร์โมนตัวนี้จะทำให้นอนหลับยาก นอนหลับไม่ดี หลับไม่ลึก ตื่นไม่สดชื่น

ประโยชน์ของพริก ที่มีดีมากกว่าเผ็ด

อาหารรสจัด เป็นที่นิยมของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งอร่อย พริก จึงกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ขาดไปไม่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีพริก ก็คงจะปรุงอาหารให้จัดจ้านถึงใจกันไม่ได้แน่ๆ แต่รู้มั้ยว่า พริกไม่ได้มีดีแค่ความแซ่บนะ แต่ยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย

พริกมาจากไหน?
พริกถูกค้นพบครั้งแรกที่อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ตั้งแต่เมื่อราว 7,000 ปีก่อน โดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หลังจากนั้นได้มีการนำพริกมาปลูก และเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยของเรานั้น ก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว

สายพันธุ์ของพริกในประเทศไทย มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ และสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก

คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของพริก ก็คงไม่พ้นเรื่องความเผ็ด เนื่องจากในพริกมีสารแคปไซซิน (Capsicin) ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อน โดยสารชนิดนี้จะกระจายอยู่ในทุกส่วนของพริก ส่วนที่เผ็ดที่สุดก็คือ รกหรือไส้ของพริก ในขณะที่เปลือก และเมล็ด ที่คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นส่วนที่เผ็ดที่สุด กลับมีสารนี้อยู่น้อยกว่ามาก

สารแคปไซซินนี้ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ สามารถทนความร้อนได้ดี ทำให้ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการทำให้สุก หรือตากแดดจนแห้ง ก็ยังคงความเผ็ดร้อนไว้ได้ดังเดิม

การวัดค่าความเผ็ดของพริก

หน่วยวัดความเผ็ดของพริก เดิมคือ สโควิลล์ (Scoville) โดยพริกขี้หนูสวนของไทยจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโควิลล์ ในขณะที่พริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่า เป็นพริกเผ็ดที่สุดในโลก ซึ่งก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์ หรือมากกว่านั้น

20 ข้อดีของพริก ที่แซ่บซี๊ดดีต่อสุขภาพ
พริกอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และใยอาหาร เป็นต้น รู้มั้ยว่าพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัมเลยทีเดียว จึงเรียกได้ว่า พริกเป็นแหล่งวิตามินชั้นดีเลยล่ะ

  1. บรรเทาความเจ็บปวดมีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริก ให้อยู่ในรูปของครีม ขี้ผึ้ง หรือเจล ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ปวดเมื่อยตามตัว งูสวัด สารแคปไซซินในพริก จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ตามธรรมชาติ
  2. พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย
  3. กระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาด้วยสารแคปไซซินในพริก สามารถ ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และมีความสุขขึ้น
  4. วิตามินซีในพริกช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกายได้
  5. ในพริกอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี รวมถึงเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงและป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา
  6. ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ
  7. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน
  8. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
  9. ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นเมื่อเรากินพริก จะมีน้ำมูกน้ำตาไหลออกมา นั่นเป็นเพราะรสเผ็ด และสารก่อความร้อนในพริก จะช่วยลดปริมาณน้ำมูก และสิ่งกีดขวางในทางเดินระบบหายใจ ทำให้จมูกโล่ง ลดอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น
  10. บรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ และช่วยขับเสมหะ
  11. วิตามินซีในพริกมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร และช่วยสร้างคอลลาเจน และยังมีเบต้าแคโรทีนในพริก สารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์ และช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้
  12. ควบคุมคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ให้คงที่และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง
  13. ลดน้ำตาลในเลือดพริกสามารถช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสได้ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง
  14. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจพริกจะช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนจนอุดตันหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดและหัวใจ
  15. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
  16. สารแคปไซซินในพริกช่วยยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือดได้ ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เบต้าแคโรทีนและวิตามินซียังช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบ
  17. ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนังเช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด เป็นต้น (ในด้านการแพทย์ ได้มีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริกออกมาในรูปแบบครีมหรือเจล)
  18. ป้องกันโรคโลหิตจางในพริกมีธาตุเหล็กอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีทองแดง ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี รวมถึงมีกรดโฟลิก ที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง
  19. ช่วยให้เจริญอาหารพริกจะกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย และกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้ความอยากอาหาร
  20. ช่วยลดน้ำหนักสาร thermogenic ซึ่งเป็นสารก่อความร้อนในร่างกายที่อยู่ในพริก ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดี นอกจากนี้ กรดแอสคอร์บิก ยังช่วยเร่งให้ร่างกายเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานได้ จึงทำให้เราลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น

เผลอกินเผ็ดเกินไป อยากแก้เผ็ดควรทำยังไงดี?
หากต้องการลดความเผ็ดร้อนของพริกที่กินเข้าไปแล้วละก็ ควรเลือกกินอาหารที่มีไขมัน หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ เพราะการดื่มน้ำเปล่านั้น จะช่วยเพียงบรรเทาอาการแสบร้อนให้ลดลง แต่ความเผ็ดยังคงอยู่เหมือนเดิม

บุคคลที่เสี่ยงเป็นไขมันในเลือดสูงเป็นอย่างไร

เราต่างมีข้อสงสัยในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย เพราะต่างก็ทราบกันดีว่าร่างกายเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด ซึ่งส่วนต่างๆหรืออวัยวะต่างๆก็มีส่วนสำคัญพอๆกันแต่ก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับส่วนต่างๆของร่างกาย และการเป็น ไขมันในเลือดสูง ก็มีปัจจัยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการดูแลของตัวเอง

 

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด

ไวรัสตับอักเสบ ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบดี และไวรัสตับอักเสบอี โดยไวรัสทั้งหมดจะมีลักษณะการติดต่อที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของไวรัส ซึ่งเราจะมาอธิบายลักษณะ ดังต่อไปนี้

 

  • ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) คือโรคที่มีการอักเสบของตับจากการติดเชื้อไวรัสชนิดเอ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการรับประทานน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสกับสิ่งสกปรกแบะอุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือผู้ที่ติดเชื้อ อาการที่แสดงจะมีตั้งแต่แรกเริ่มไปถึงรุนแรง คือปวดหัว มีไข้ รู้สึกเหนื่อยล้า ผื่นขึ้น ท้องร่วง ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระสีซีด มีภาวะดีซ่าน เป็นต้น หากไม่รีบรักษาอาจเป็นโรครุนแรงเช่นตับวายได้

 

  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือโรคที่เกิดจากตับติดเชื้อไวรัสชนิดบี ซึ่งติดต่อได้ทางเลือด น้ำเชื้อ น้ำหลั่งอื่นๆ เช่น น้ำเหลือง และติดเชื้อการแม่สู่ลูกขณะคลอด เชื้อไวรัสชนิดนี้ส่วนมากเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการสัมผัสเลือดผู้ที่ติดเชื้อ โดยอาการจะเหมือนมีไข้ หรือบางรายอาจไม่รู้ตัว จะมีอาการ 2 ระดับคือ แบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง เฉียบพลันสามารถหายได้เอง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ แต่เรื้อรังนั้นต้องรักษาให้อย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดซี ซึ่งติดต่อกันได้คล้ายๆชนิดบี แต่ไม่สามารถติดต่อได้ทางการให้นมบุตร หรือจาม หรือรับประทานอาหารร่วมกัน อาการที่พบจะไม่เด่นชัด ระยะ10-30ปี ถึงจะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง ไวรัสชนิดนี้จะพบไม่บ่อยในประเทศไทย

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดดี (HDV) คือโรคตับอักเสบที่เกิดจากการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบี จะพบเชื้อก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ด้วย และพบมากได้กลุ่มผู้ที่ติดยาเสพติดโรคนี้จะพบได้น้อย หากพบอาการของผู้ป่วยจะค่อนข้างอักเสบรุนแรงและมีโอกาสตับวายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดอี (HEV) คือโรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอี ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นในประเทศที่มีสุขอนามัยที่ไม่ดี โดยเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการคล้ายชนิดเอ เพราะไม่ใช่โรคเรื้อรัง และสามารถหายเป็นปกติได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ