ประโยชน์ของพริก ที่มีดีมากกว่าเผ็ด

อาหารรสจัด เป็นที่นิยมของคนไทยมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ยิ่งเผ็ดก็ยิ่งอร่อย พริก จึงกลายเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่ขาดไปไม่ได้เลย เพราะถ้าไม่มีพริก ก็คงจะปรุงอาหารให้จัดจ้านถึงใจกันไม่ได้แน่ๆ แต่รู้มั้ยว่า พริกไม่ได้มีดีแค่ความแซ่บนะ แต่ยังดีต่อสุขภาพของเราอีกด้วย

พริกมาจากไหน?
พริกถูกค้นพบครั้งแรกที่อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ ตั้งแต่เมื่อราว 7,000 ปีก่อน โดย คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส หลังจากนั้นได้มีการนำพริกมาปลูก และเผยแพร่ไปทั่วยุโรป ก่อนจะแผ่ขยายไปทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยของเรานั้น ก็รู้จักและคุ้นเคยกับการปลูกพริกมานานแล้ว

สายพันธุ์ของพริกในประเทศไทย มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 831 สายพันธุ์ และสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ พริกชี้ฟ้า พริกขี้หนูเม็ดใหญ่ และพริกขี้หนูเม็ดเล็ก

คุณสมบัติที่โดดเด่นที่สุดของพริก ก็คงไม่พ้นเรื่องความเผ็ด เนื่องจากในพริกมีสารแคปไซซิน (Capsicin) ซึ่งเป็นสารที่ให้ความเผ็ดร้อน โดยสารชนิดนี้จะกระจายอยู่ในทุกส่วนของพริก ส่วนที่เผ็ดที่สุดก็คือ รกหรือไส้ของพริก ในขณะที่เปลือก และเมล็ด ที่คนทั่วไปมักเข้าใจว่าเป็นส่วนที่เผ็ดที่สุด กลับมีสารนี้อยู่น้อยกว่ามาก

สารแคปไซซินนี้ นอกจากจะดีต่อสุขภาพแล้ว ยังมีคุณสมบัติพิเศษตรงที่ สามารถทนความร้อนได้ดี ทำให้ไม่ว่าจะผ่านกระบวนการทำให้สุก หรือตากแดดจนแห้ง ก็ยังคงความเผ็ดร้อนไว้ได้ดังเดิม

การวัดค่าความเผ็ดของพริก

หน่วยวัดความเผ็ดของพริก เดิมคือ สโควิลล์ (Scoville) โดยพริกขี้หนูสวนของไทยจะมีค่าอยู่ที่ 50,000-100,000 สโควิลล์ ในขณะที่พริกที่ได้รับการบันทึกลงในกินเนสส์บุ๊กว่า เป็นพริกเผ็ดที่สุดในโลก ซึ่งก็คือ พริกฮาบาเนโร วัดค่าได้ถึง 350,000 สโควิลล์ หรือมากกว่านั้น

20 ข้อดีของพริก ที่แซ่บซี๊ดดีต่อสุขภาพ
พริกอุดมไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย เช่น วิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินซี แมกนีเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก และใยอาหาร เป็นต้น รู้มั้ยว่าพริก 100 กรัม จะมีวิตามินซีสูงถึง 144 มิลลิกรัมเลยทีเดียว จึงเรียกได้ว่า พริกเป็นแหล่งวิตามินชั้นดีเลยล่ะ

  1. บรรเทาความเจ็บปวดมีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริก ให้อยู่ในรูปของครีม ขี้ผึ้ง หรือเจล ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนัง เช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ปวดเมื่อยตามตัว งูสวัด สารแคปไซซินในพริก จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน สามารถช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ตามธรรมชาติ
  2. พริกมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยชะลอริ้วรอยก่อนวัย
  3. กระตุ้นให้สมองหลั่งสารเอ็นดอร์ฟินออกมาด้วยสารแคปไซซินในพริก สามารถ ช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย และมีความสุขขึ้น
  4. วิตามินซีในพริกช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนในร่างกายได้
  5. ในพริกอุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี รวมถึงเบต้าแคโรทีนซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีสรรพคุณในการบำรุงและป้องกันความเสื่อมของจอประสาทตา
  6. ช่วยลดสารที่มากีดขวางระบบทางเดินหายใจอันเนื่องมาจากการเป็นไข้หวัด ไซนัส หรือโรคภูมิแพ้ต่างๆ
  7. ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดหรือโรคเลือดออกตามไรฟัน
  8. ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานให้แข็งแรงยิ่งขึ้น
  9. ช่วยให้หายใจสะดวกขึ้นเมื่อเรากินพริก จะมีน้ำมูกน้ำตาไหลออกมา นั่นเป็นเพราะรสเผ็ด และสารก่อความร้อนในพริก จะช่วยลดปริมาณน้ำมูก และสิ่งกีดขวางในทางเดินระบบหายใจ ทำให้จมูกโล่ง ลดอาการคัดจมูก ทำให้หายใจสะดวกขึ้น
  10. บรรเทาอาการไอ ละลายเสมหะ และช่วยขับเสมหะ
  11. วิตามินซีในพริกมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร และช่วยสร้างคอลลาเจน และยังมีเบต้าแคโรทีนในพริก สารต้านอนุมูลอิสระ ที่สามารถลดอัตราการกลายพันธุ์ของเซลล์ และช่วยทำลายเซลล์มะเร็งได้
  12. ควบคุมคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ให้คงที่และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL) ทำให้ปริมาณของไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลือดลดลง
  13. ลดน้ำตาลในเลือดพริกสามารถช่วยยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลกลูโคสได้ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง
  14. ลดความเสี่ยงโรคหัวใจพริกจะช่วยลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือด ช่วยละลายลิ่มเลือด ทำให้เลือดไม่จับตัวเป็นก้อนจนอุดตันหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดและหัวใจ
  15. ช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจล้มเหลว
  16. สารแคปไซซินในพริกช่วยยับยั้งการหดตัวของหลอดเลือดได้ ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และส่งเลือดไปเลี้ยงอวัยวะส่วนต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เบต้าแคโรทีนและวิตามินซียังช่วยเพิ่มการยืดตัวของผนังหลอดเลือด ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรงขึ้น ลดอาการหลอดเลือดอุดตันและหลอดเลือดตีบ
  17. ใช้ทาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดที่ผิวหนังเช่น ไฟไหม้ น้ำร้อนลวก งูสวัด เป็นต้น (ในด้านการแพทย์ ได้มีการสกัดเอาสารแคปไซซินในพริกออกมาในรูปแบบครีมหรือเจล)
  18. ป้องกันโรคโลหิตจางในพริกมีธาตุเหล็กอยู่ไม่น้อย อีกทั้งยังมีทองแดง ที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี รวมถึงมีกรดโฟลิก ที่ช่วยเสริมให้เซลล์เม็ดเลือดแดงแข็งแรง
  19. ช่วยให้เจริญอาหารพริกจะกระตุ้นการทำงานของต่อมน้ำลาย และกระตุ้นปลายประสาทให้สมองส่วนกลางรับรู้ความอยากอาหาร
  20. ช่วยลดน้ำหนักสาร thermogenic ซึ่งเป็นสารก่อความร้อนในร่างกายที่อยู่ในพริก ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญได้ดี นอกจากนี้ กรดแอสคอร์บิก ยังช่วยเร่งให้ร่างกายเปลี่ยนไขมันเป็นพลังงานได้ จึงทำให้เราลดน้ำหนักได้เร็วขึ้น

เผลอกินเผ็ดเกินไป อยากแก้เผ็ดควรทำยังไงดี?
หากต้องการลดความเผ็ดร้อนของพริกที่กินเข้าไปแล้วละก็ ควรเลือกกินอาหารที่มีไขมัน หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ เพราะการดื่มน้ำเปล่านั้น จะช่วยเพียงบรรเทาอาการแสบร้อนให้ลดลง แต่ความเผ็ดยังคงอยู่เหมือนเดิม

บุคคลที่เสี่ยงเป็นไขมันในเลือดสูงเป็นอย่างไร

เราต่างมีข้อสงสัยในเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้องกับร่างกาย เพราะต่างก็ทราบกันดีว่าร่างกายเป็นส่วนที่สำคัญมากที่สุด ซึ่งส่วนต่างๆหรืออวัยวะต่างๆก็มีส่วนสำคัญพอๆกันแต่ก็แตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับส่วนต่างๆของร่างกาย และการเป็น ไขมันในเลือดสูง ก็มีปัจจัยแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับการดูแลของตัวเอง

 

ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด

ไวรัสตับอักเสบ ที่พบได้บ่อยในประเทศไทย มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ ไวรัสตับอักเสบเอ ไวรัสตับอักเสบบี ไวรัสตับอักเสบซี ไวรัสตับอักเสบดี และไวรัสตับอักเสบอี โดยไวรัสทั้งหมดจะมีลักษณะการติดต่อที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิดของไวรัส ซึ่งเราจะมาอธิบายลักษณะ ดังต่อไปนี้

 

  • ไวรัสตับอักเสบเอ (HAV) คือโรคที่มีการอักเสบของตับจากการติดเชื้อไวรัสชนิดเอ ซึ่งสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางการรับประทานน้ำหรืออาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสกับสิ่งสกปรกแบะอุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือผู้ที่ติดเชื้อ อาการที่แสดงจะมีตั้งแต่แรกเริ่มไปถึงรุนแรง คือปวดหัว มีไข้ รู้สึกเหนื่อยล้า ผื่นขึ้น ท้องร่วง ปัสสาวะมีสีเข้ม อุจจาระสีซีด มีภาวะดีซ่าน เป็นต้น หากไม่รีบรักษาอาจเป็นโรครุนแรงเช่นตับวายได้

 

  • ไวรัสตับอักเสบบี (HBV) คือโรคที่เกิดจากตับติดเชื้อไวรัสชนิดบี ซึ่งติดต่อได้ทางเลือด น้ำเชื้อ น้ำหลั่งอื่นๆ เช่น น้ำเหลือง และติดเชื้อการแม่สู่ลูกขณะคลอด เชื้อไวรัสชนิดนี้ส่วนมากเกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน หรือการสัมผัสเลือดผู้ที่ติดเชื้อ โดยอาการจะเหมือนมีไข้ หรือบางรายอาจไม่รู้ตัว จะมีอาการ 2 ระดับคือ แบบเฉียบพลัน และเรื้อรัง เฉียบพลันสามารถหายได้เอง โดยการพักผ่อนให้เพียงพอ แต่เรื้อรังนั้นต้องรักษาให้อย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิต

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดซี (HCV) คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดซี ซึ่งติดต่อกันได้คล้ายๆชนิดบี แต่ไม่สามารถติดต่อได้ทางการให้นมบุตร หรือจาม หรือรับประทานอาหารร่วมกัน อาการที่พบจะไม่เด่นชัด ระยะ10-30ปี ถึงจะเข้าสู่ภาวะตับแข็ง ไวรัสชนิดนี้จะพบไม่บ่อยในประเทศไทย

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดดี (HDV) คือโรคตับอักเสบที่เกิดจากการแบ่งตัวของไวรัสตับอักเสบบี จะพบเชื้อก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ด้วย และพบมากได้กลุ่มผู้ที่ติดยาเสพติดโรคนี้จะพบได้น้อย หากพบอาการของผู้ป่วยจะค่อนข้างอักเสบรุนแรงและมีโอกาสตับวายถึงขั้นเสียชีวิตได้

 

  • ไวรัสตับอักเสบชนิดอี (HEV) คือโรคตับที่เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดอี ซึ่งแพร่หลายมากขึ้นในประเทศที่มีสุขอนามัยที่ไม่ดี โดยเชื้อไวรัสนี้จะมีอาการคล้ายชนิดเอ เพราะไม่ใช่โรคเรื้อรัง และสามารถหายเป็นปกติได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนที่ป้องกันสำหรับโรคนี้โดยเฉพาะ

เริ่มต้นลดความอ้วนด้วย 5 วิธีง่าย ๆ

5 วิธีง่าย ๆ ในการลดความอ้วน
1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่พยามยามลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน และไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจทำให้คุณรับประทานอาหารมื้อถัดไปมากขึ้น

ที่สำคัญควรรับประทานประเภทผักใบเขียว เพราะจะมีใยอาหารอยู่มาก

2. พยายามดื่มน้ำก่อนอาหาร เพื่อถ่วงกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือเลือกรับประทานใยอาหารก่อนอาหารประมาณครั้งชั่วโมงแทน

3. เพื่อผลทางจิตวิทยา ควรใช้ภาชนะเล็กลง โดยมีปริมาณอาหารเท่าเดิมเพื่อให้ดูว่ามีอาหารมากขึ้น และควรใช้ช้อนขนาดเล็กเพื่อจะได้รับประทานช้าลง

ที่สำคัญควรฝึกเคี้ยวช้า ๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น

4.หาเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมมากขึ้น มักมีความเชื่อผิด ๆ กันว่า การออกกำลังกายมากขึ้นจะทำให้หิวเร็งและรับประทานอาหารมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว

การที่ไม่ได้ออกกำลังกายจะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย จึงมักขจัดความเยื่อนี้ด้วยการรับประทาน การออกกำลังกายจึงเป็นวิธีช่วยลดความเบื่อหน่าย และเพิ่มการใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันสะสมให้ลดน้อยลง

5. สร้างสิ่งจูงใจ หรือทัศนคติดี ๆ ต่อพฤติกรรมใหม่ ๆ เช่น การเขียนข้อความเกี่ยวกับการลดความอ้วน หรือชุดสวย ๆ ในสมัยก่อนที่เคยใส่ได้ เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมาย

และสามารถกระตุ้นหรือจูงใจให้มีความพยายามมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด พยายามพักผ่อนให้มาก ๆ ไม่มีประโยชน์เลย ถ้ามีรูปร่างที่สวยงามอย่างที่ต้องการ แต่ต้องอาศัยอยู่ในโรงพยาบาล เนื่องจากสุขภาพไม่ดี

ลดความอ้วนด้วยความเข้าใจที่มากขึ้น

คุณหมอแอมป์-ตนุพล นายแพทย์ที่ได้รับความนิยมเบอร์ต้น ๆ ของวงการในการให้คำปรึกษาเรื่องโรคอ้วนและลดน้ำหนักเพื่อการชะลอวัยห่างไกลโรค คือ “แม้เรามีอายุบนบัตรประชาชนที่เท่ากัน แต่อายุจริงๆ ของร่างกายคนเรากลับไม่เท่ากัน ผันแปรไปตามระดับฮอร์โมนในเลือด หน้าบัตร 40 แต่อายุจริงเท่าไร? ต้องเจาะอ่านค่าเคมีในเลือดมาตรวจวิเคราะห์ ผลฮอร์โมนอาจจะแค่ 30 ถือเป็นความหนุ่มสาวที่หลายคนปราถนา เพราะไม่ใช่แค่ร่างกายดูดี แต่ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีห่างไกลล็อตเตอรี่โรคร้ายชุดใหญ่ และปัญหาใกล้ตัวที่ทำให้เราแก่ โทรม ร่างกายทรุด อวัยวะพัง คือ ไขมันและน้ำหนักตัว ที่ผู้บงการรายใหญ่ คือตัวคุณเอง”

คำแนะนำสำหรับการมีสุขภาพที่ดี

“หมอพบว่าผู้ป่วยส่วนหนึ่งจะมีความเชื่อว่า ฉันต้องพึ่งหมอ พึ่งยา การมาหาหมอแล้วทานยาจะหายดี การตรวจหาค่าต่าง ๆ เช่น ค่าเบาหวาน ค่าน้ำตาล ไขมันในเลือดจะดีขึ้น ใช่ครับ ตราบใดที่คนไข้ยังทานยาตามปริมาณที่หมอให้ ค่าพวกนี้จะปรับตัวดีขึ้น แต่ดีขึ้นแบบทรง ๆ ตัว แตะเกณฑ์ที่ไม่น่าเป็นห่วง แต่จริง ๆ แล้วหมอกลับคิดว่า ผู้ป่วยกลุ่มนี้มีอาการน่าเป็นห่วงกว่าเดิมเสียอีก เพราะถ้าหากยังพึ่งยาแล้วไม่ยอมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต ไม่พึ่งพาตัวเองก็ต้องทานยาไปตลอดชีวิต และคุณต้องไม่ลืมว่ายาแต่ละชนิดเป็นเคมีที่ร่างกายผลิตขึ้นมาเองไม่ได้ เป็นสิ่งแปลกปลอมที่จำนะมาซึ่งผลข้างเคียงในระยะยาว เช่น ยาความดันมีผลกดความร้สึกทางเพศ ยาลดไขมัน เมื่อทานสะสมไปนาน ๆ กล้ามเนื้อฝ่อ ตับอักเสบ ความจำสั้น กระดูกพรุน จะมีตามมาอีกหลายโรค ทำให้วงการการแพทย์ที่พัฒนาแล้วในต่างประเทศ จะเริ่มฮิตการหยุดโรคที่ไม่ใช้ยา แต่จะเน้นที่การปรับเปลี่ยนและสร้างเสริมทัศนคติการดำเนินชีวิตที่ตระหนักถึงการมีสุขภาพที่ดีของตัวผู้ป่วยเอง ด้วยการให้พวกเขามองเห็นเองและค่อย ๆ ลงมือทำ ผมอยากสื่อให้ฟังอย่างชัดเจนว่า อยากสุขภาพดี เราต้องเริ่มจากมีทัศนคติที่ดีก่อน รักสุขภาพ ไม่มีใครรักสุขภาพเท่ากับตัวเรา การป้องกัน รู้เท่าทัน รู้ตัว คือทางออก”

 

โรคอ้วนเกิดจากสาเหตุอะไร แล้วเราจะทราบได้อย่างไรว่าตัวเองอยู่ในภาวะเสี่ยงโรคอ้วน

“เราต้องมาทำความเข้าใจกันก่อนว่า โรคอ้วน คืออะไรกันแน่ โรคอ้วนเป็นอาการของการ ‘อ้วนลงพุง’ อ้วนลงพุงเป็นภาวะที่มีไขมันสะสมอยู่ในร่างกายในปริมาณมาก ไขมันนั้นแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ไขมันใต้ชั้นผิวหนังที่จะพบบริเวณใต้ผิวหนังเท่านั้น ลองหยิกพุงคุณดูได้นะครับ ส่วนไขมันอีกชนิดเป็นไขมันที่น่ากลัวและอันตรายมาก สะสมแทรกอยู่ตามอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกาย เช่น ตับ ตับอ่อน ลำไส้ และหัวใจ การจะตรวจระดับไขมันชนิดที่ 2 อย่างละเอียดนี้ต้องอาศัยการตรวจด้วยเครื่องมือทางการแพทย์ เช่น การเอกซเรย์ หรือการทำ Dexa Scan (Whole Body) เป็นวิทยาการใหม่ที่ทำให้ผู้ตรวจทราบอย่างละเอียดว่าทั่วทั้งร่างกายคุณมีไขมันกระจายและแฝงอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ในปริมาณเท่าไร เช่น ตามหน้าท้อง สะโพก เอว ใต้ท้องแขน ต้นขา หรือแม้กระทั่งอวัยวะภายใน เป็นต้น การตรวจละเอียดแบบนี้จะทำให้เรารู้ว่า ตอนนี้เราตกเป็นกลุ่มเสี่ยงจากโรคร้าย หรือโรคที่มีความอ้วนเป็นสาเหตุอีกนับสิบโรคหรือยัง

“หมออยากสรุปปรากฏการณ์เรื่องโรคอ้วนทั่วโลกให้ทราบสั้น ๆ ว่า ก่อนหน้านี้ การแพทย์ทั้งโลกเคยมองความอ้วนว่า ไม่ใช่โรค เราจึงไม่ได้ทำการรักษาผู้ป่วยโรคอ้วนทันทีหรือว่าโดยตรง เราได้แต่เฝ้าระวัง และรอการรักษาโรคที่เกิดจากความอ้วน แต่ปัจจุบัน การมีไขมัน 2 ชนิดในร่างกายมากถือเป็นโรค เพราะจะปลุกโรคร้ายปลายทางหลายชนิดให้ตื่นขึ้น เช่น โรคเบาหวาน หัวใจ และหลอดเลือดตีบตัน โรคหัวใจล้มเหลว โรคมะเร็งลำไส้ หรือโรคที่เป็นภัยเงียบอย่างภาวะหยุดหายใจขณะหลับ”

“โรคพวกนี้เป็นโรคร้ายแรงที่ไม่ติดต่อ แต่เป็นโรคที่เราสร้างขึ้นเอง เกิดจากพฤติกรรม ไลฟ์สไตล์ชีวิตที่เร่งรีบและละเลย ไม่เอาใจใส่เรื่องการรับประทานอาหาร ไม่ออกกำลังกาย พักผ่อนไม่เพียงพอ และมีความเครียดสะสมสูง ใครที่มี 4 เรื่องนี้สะสมเป็นแรมปี ทุกคนจะเริ่มมีสัญญาณเตือนที่อาการลงพุง และได้บัตรผ่านเข้าไปเสี่ยงกับโรคร้ายที่ผมกล่าวมาทันที”

 

วิธีการที่ดีที่สุดในการลดความอ้วนมีอะไรบ้าง

“ผมอยากให้ผู้ที่อยู่ในกลุ่มอ้วน เลิกความคิดว่า อยากลดต้องอด อยากลดต้องทนทรมาน ไม่ใช่เลย เริ่มง่าย ๆ ที่การปรับปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หันมาควบคุมน้ำหนัก วิธีที่มีประสิทธิภาพมาก ๆ คือ การออกกำลังกายต่อเนื่องครั้งละ 30 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ การออกกำลังกายที่หนักระดับปานกลาง 2 ชนิดกีฬาที่ทั้งโลกแนะนำ คือ ว่ายน้ำและปั่นจักรยาน เพราะไม่มีการปะทะหรือกระแทกต่อกระดูก ควบคู่ไปกับการทำเวทเทรนนิ่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อช่วยระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

“ข้อต่อมา คือ การดูแลปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ คุณต้องให้ความสำคัญกับปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ นั่นคือกุญแจที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จ การลดความอ้วนด้วยการอดเป็นความคิดที่ผิด จำง่าย ๆ ว่า “หนักเช้า เบาเที่ยง เลี่ยงเย็น เว้นดึก” มื้อเช้าเป็นมือที่ทานได้อย่างราชา ทานได้มากที่สุดของวัน เพราะร่างกายพักผ่อนนอนหลับขาดอาหารมา 7 ชั่วโมง มื้อเที่ยงทานได้เป็รครึ่งหนึ่งของมื้อเช้า ส่วนมื้อเย็นไม่แนะนำให้อด แต่ควรเน้นผักและโปรตีน งดแป้งและผลไม้หวาน ๆ ทุกชนิด ไม่ทานหลัง 6 โมงเย็น เข้านอนตอน 4 – 5 ทุ่ม ในแต่ละวันให้จำกัดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ปฏิบัติได้ดังนี้ไปทีละวัน จากวันเป็นสัปดาห์ควบคู่กับการออกกำลังกาย พุงที่เคยมีก็จะค่อย ๆ เล็กลง ไม่เพิ่มปริมาณไขมันสะสมในร่างกาย”

ฟักทอง ประโยชน์ดีๆ ที่ควรเลือก

รู้ไหม…ฟักทองไม่ได้มีดีแค่นำไปแกะสลักและตกแต่งเพียงอย่างเดียว แต่มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกมหาศาลเชียวละ มาดูกันเลย!

• ช่วยให้ท้องอิ่ม

เมล็ดฟักทองซึ่งสามารถกินได้มีไฟเบอร์สูงถึง 1.7 กรัมต่อ 1 ออนซ์ ในขณะที่ฟักทองบดจะมีไฟเบอร์ 3 กรัมและ 50 แคลเลอรี่เท่านั้นเอง ด้วยคุณประโยชน์ของไฟเบอร์ที่นอกจะช่วยให้กระตุ้นระบบการย่อยสลายในร่างกายให้ดีขึ้นแล้ว ไฟเบอร์ยังช่วยให้เรารู้สึกอิ่มท้อง ผลคือเราจะกินอาหารได้น้อยลง ซึ่งดีต่อผู้ที่อยากควบคุมอาหารและน้ำหนัก แต่ไม่อยากอดข้าว

• ช่วยเรื่องการมองเห็น

ฟักทองที่หันเป็นลูกเต๋าประมาณ 1 ถ้วยตวงจะให้วิตามินเอมากเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับปริมาณที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน ซึ่งวิตามินเอจะช่วยเรื่องการมองเห็น เพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องสายตาให้ดีขึ้นและช่วยให้มองเห็นในแสงทึบได้ดี นอกจากนี้ฟักทองสามารถช่วยชะลอการเสื่อมสภาพของจอตาซึ่งอาจนำไปสู่โรคตาบอดในตอนกลางคืน (retinitis pigmentosa) นอกจากจะช่วยเรื่องสายตาแล้ว วิตามินเอยังช่วยเรื่องผิวพรรณ ฟันและกระดูกอีกด้วย

• ช่วยลดความดันโลหิต

ในน้ำมันของเมล็ดฟักทองนั้นมีสารที่ชื่อว่า ไฟโตอีสโตรเจน (Phytoestrogen) ซึ่งได้รับการรับรองแล้วว่ามีฤทธิ์ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และเมื่อทำการทดลองกับหนูโดยป้อนอาหารเสริมโดยมีน้ำมันของฟักทองเป็นส่วนผสมหลัก ผลคือระดับความดันโลหิตค่าบน (Systolic) และความดันโลหิตค่าล่าง (Diastolic) มีค่าลดลงภายใน 12 สัปดาห์เท่านั้น

• ช่วยให้การนอนดีขึ้น

เมล็ดฟักทองมีกรดอะมิโนที่ชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ซึ่งช่วยให้ร่างกายสร้างสารเซโรโทนิน (Serotonin) ทำหน้าที่เกี่ยวกับการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก และควบคุมวงจรการนอนหลับ ที่ช่วยให้ผ่อนคลายและมีความสุข แถมช่วยให้สุขภาพการนอนหลับดีขึ้น

• ช่วยเรื่องฮอร์โมนเพศ

กินฟักทองก็อย่าลืมกินเมล็ดฟักทองด้วย เพราะเห็นเมล็ดจิ๋วๆแบบนี้แต่อุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีนและสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด แถมยังมีสารที่ช่วยป้องกันเชื้อมะเร็งร้ายอีกด้วย และหากคุณผู้ชายท่านไหนไม่อยากมีปัญหาเรื่องฮอร์โมนเพศในร่างกาย การรับประทานฟักทองสามารถช่วยแก้ปัญหานี้

โดยได้มีการทำการทดลองกับหนูตัวผู้โดยให้บริโภคเมล็ดฟักทองเป็นประจำ พบว่าเมล็ดฟักทองสามารถยับยั้งไม่ให้เป็นโรคต่อมลูกหมากโต เพราะว่าเมล็ดฟักทองปริมาณ ¼ ถ้วยตวงมีสังกะสีสูงถึง 2.75 กรัมหรือประมาณ 17 เปอร์เซ็นต์ที่ร่างกายควรได้ใน 1 วัน

“การไดเอท” วิธีลดความอ้วน ให้ไม่กลับมาอ้วนอีก

คนส่วนใหญ่ที่ตั้งใจลดน้ำหนักมักประสบกับปัญหา โยโย่ เอฟเฟค น้ำหนักตัวเดี๋ยวลดเดี๋ยวขึ้น อุตส่าห์ตั้งใจออกกําลังกาย ควบคุมอาหาร อดขนมหวานและของทอดมาตลอดเดือน จนน้ำหนักลดไปได้ 5 กิโลกรัม เผลอเเป๊บเดียวน้ำหนักกลับขึ้นใหม่เท่าเดิม ดีไม่ดีขึ้นเพิ่มมากกว่า ดังนั้นการลดน้ำหนักอย่างถาวรต้องเป็นเรื่องของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารอย่างถาวรด้วย หากคุณเปลี่ยนวิธีการกินอาหาร 5 วิธีนี้ได้ จะช่วยให้คุณรักษาน้ำหนักตัวให้คงที่ได้ไม่ยากเลย

1. ไม่กินอาหารขณะดูทีวี
รวมทั้งไม่เล่นเกมบนโทรศัพท์มือถือ ไม่อ่านหรือตอบไลน์ ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ขณะกินข้าว เพราะการมีกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่ไปกับการกินจะทําให้คุณไม่รู้ตัวว่ากินอาหารเข้าไปมากมายขนาดไหน คุณจะเพลิดเพลินไปกับกิจกรรมอื่นๆ ทางที่ดี เวลากินก็ให้จิตใจอยู่กับการกินจะได้รู้ตัวว่ากินอิ่มแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังแนะนำว่าคุณไม่ควรนั่งอยู่หน้าจอทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์ หรือนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ หรือนั่งเฉยๆวันละหลายชั่วโมง เพราะการไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ยิ่งทําให้อ้วนง่าย ลองตั้งกฎง่ายๆให้กับตัวเองคือ จะนั่งดูทีวีวันหนึ่งได้นานเท่ากับเวลาที่คุณออกกําลังกายในวันนั้น เช่น วันนี้คุณไปเดินหรือวิ่ง 30 นาที คุณก็มีสิทธิ์นั่งดูทีวีได้ 30 นาที


2. กินอาหาร Real Food
อาหารแบบ Real Food คืออาหารที่ยังคงสภาพธรรมชาติ เห็นผักเป็นผัก เห็นผลไม้เป็นผลไม้ เห็นเนื้อหมูเป็นหมู ไม่ได้แปลงสภาพมาเป็นลูกชิ้น ดูไม่ออกว่าทํามาจากอะไร ซึ่งอาหารแบบ Real Food นั้นอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารอาหาร ส่วนอาหารแปลงสภาพมักไม่เหลือสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แถมด้วยสารปรุงแต่งทั้งน้ำตาล เกลือ ไขมันเทียม สีแต่งอาหาร ฯลฯ ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพในอนาคตได้
3. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง
อย่าคาดหวังว่าจะลดน้ำหนัก 5 กิโลกรัมใน 1 อาทิตย์ เพราะคงเป็นไปไม่ได้ พอลดไม่ได้ดังที่คาดหวังก็เกิดอาการท้อ ล้มเลิกความตั้งใจที่จะลดน้ำหนัก งานวิจัยพบว่าคนที่ตั้งเป้าหมายว่าจะลดน้ำหนัก 20 กิโลกรัม ภายในเวลา 6 เดือน ยังไม่ได้ผลดีในการลดน้ำหนักเท่ากับตั้งใจทํากิจกรรมเพื่อการลดน้ำหนักแบบวันต่อวัน เช่น ตังเป้าว่าวันนี้จะเดินเร็วๆ 30 นาที หรือตั้งเป้าหมายว่าจะเดินขึ้นบันได 2-3 ชั้นแทนการใช้ลิฟต์ หรือตั้งเป้าหมายว่าจะกินสลัดผักทุกวันๆละมื้อ จะกินผักสดและผลไม้สดให้ได้อย่างน้อยวันละ 4 มื้อ เป็นต้น การตั้งเป้าหมายเป็นกิจกรรมเพื่อการลดน้ำหนักจะช่วยให้เราเปลี่ยนพฤติกรรมจนลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมายจริงๆ
4. เลิกไปกินอาหารนอกบ้าน (บ่อยเกินไป)
เวลาไปร้านอาหาร ทั้งกลิ่นทั้งรูปลักษณ์ ทั้งเมนูหลากหลาย ทําให้คุณมักกินเกินอิ่มหรือสั่งอาหารมากเกินแม้จะไม่รู้สึกหิวก็ตาม แถมอาหารตามภัตตาคารมักเป็นอาหารพลังงานสูง หวานมันเต็มที่ หากคุณกินข้าวนอกบ้านสัปดาห์ละหลายครั้ง คงลดน้ำหนักตัวไม่ได้แน่ๆ ทางที่ดีควรวางแผนเมนูอาหาร เช้า-กลางวัน-เย็น และอาหารว่างยามบ่ายไว้ล่วงหน้าทุกวัน วางแผนเมนูไว้ทั้งอาทิตย์เลยยิ่งดี แล้วยึดมั่นตามเมนูอาหารพลังงานต่ำที่ตั้งไว้ เช่น ทูน่าสลัด ยำส้มโอ หรือส้มตํา
5. เพิ่มกิจกรรมที่ร่างกายได้เคลื่อนไหว
คุณรู้ดีว่าหากจะลดน้ำหนัก ก็หนีไม่พ้นการออกกําลังกาย แต่การเคลื่อนไหวร่างกายตลอดทั้งวันก็สําคัญมากเช่นกัน คุณควรเตือนตัวเองให้ลุกจากโต๊ะทํางาน ออกไปเดินรอบๆออฟฟิศทุกชั่วโมง หรือการทํางานบ้าน ปัดกวาดเช็ดถู ตัดหญ้าทําสวน ฯลฯ ล้วนได้เผาผลาญไขมันทั้งสิ้น หรือเย็นๆออกไปขี่จักรยานรอบหมู่บ้านสักชั่วโมงก็สลายไขมันไปได้ 250 แคลอรี ไปเรียนเต้นรำหรือเปิดเพลงกระโดดโลดเต้นคนเดียวอยู่ในบ้านก็เผาผลาญไปอีก 220 แคลอรี เดินขึ้นบันได เดินไปถ่ายเอกสารด้วยตัวเอง จัดบ้าน จัดเสื้อผ้า ฯลฯ คอยบอกตัวเองให้ขยับเขยื้อนร่างกายบ่อยๆ ไม่นั่งเฉยๆ คุณก็จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ทั้งวัน